หลังจากที่ดื่มดำกับบรรยากาศธรรมชาติที่น่าประทับใจของวังเวียง(ที่ไม่วังเวง)นี้มาคืนนึง ก็ทำเอาความเหน็ดเหนื่อยที่นั่งรถมาไกลจากบางกอกหายไปเป็นปลิดทิ้ง โดยที่ยังไม่รู้ว่าสำหรับทางที่จะไปต่อนั้น ที่ผ่านมานี่แค่ของว่างเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
ผมขึ้นรถจากในตัวเมืองวังเวียงในเวลา 8 โมงเช้าครับ ปี้ราคาคนละ 110,000 กีบ ตอนแรกได้ยินว่าหากไปขึ้นรถที่ท่ารถขนส่ง ราคาปี้จะแค่เพียง 100,000 เท่านั้น แต่เน้นสะดวกก็ซื้อจากในเมืองเลย แล้วรถเจ้ากรรมก็พามาจอดที่ท่ารถอยู่ดี เป็นอันว่าเรียกรถป๊อกมาเองก็ 10,000 กีบอยู่ดี สรุปเป็นอันว่าเท่ากันหลังจากคบคิดเงินหมื่นนี้มาทั้งคืนครับ - -a
เส้นทางจากวังเวียงมายังหลวงพระบางนี้ ใช้เวลาราว 7 ชั่วโมงครับ เป็น 7 ชั่วโมงที่ยากลำบากและดูราวกับไม่มีทางสิ้นสุดได้เลย เนื่องจาก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ หรือคนลาวเอง นิยมนั่งรถระหว่าง เวียงจันทน์-หลวงพระบาง กันมากไม่ได้แวะที่วังเวียง ทำให้รถที่ออกจากวังเวียงในแต่ละวันมีเพียง 2 รอบเท่านั้น (รอบรถตู้ 8 โมง และรอบรถทัวร์ 9 โมง)
นอกจากนั้นเส้นทาง วังเวียง-หลวงพระบาง เป็นภูเขาสูง คดเคี้ยว โค้งอันตราย หักศอกอยู๋ตลอทางครับ ไม่สามารถหลับเป็นสุขได้เลย แตกต่างจากเส้นทาง เวียงจันทน์-วังเวียง ที่ผ่านมาที่เป็นทางราบวิ่งขึ้นเหนือมาตรงๆอย่างเดียวลิบลับ)
ทิวทัศน์ข้างทางสวยงามมากครับ สวยขนาดที่คนเมารถเมาเรืออย่างผมต้องเสี่ยงชีวิตตัวเอง ออกจากการนั่งนิ่งหลับตาบำเพ็ญเพียรมาคว้ากล้องมาถ่ายรูป จนธาตุไฟเข้าแทรกเมาหนักกว่าเก่า
ระหว่างทางจะเห็นได้ว่าบ้านเรือนของคนลาวมีตั้งตามทางมากมายซึ่งบ้านเหล่านี้เป็นกระท่อมที่มุงจากฟางง่ายๆครับ แตกต่างจากในเวียงจันทน์ที่เป็นตึกแถวไปหมดแล้ว แต่ที่น่าสังเกตคือบ้านกระท่อมมุมฟางแบบนี้ล้วนแต่มีการติดตั้งจจากรับสัญญานดาวเทียมอยู่ด้วย ซึ่งแลดูขัดตาหน่อย แล้วจานรับสัญญานดาวเทียมนี่ใครอย่าได้คิดว่าเป็นเหมือนเจ้าจานแดง(UBC)ที่เห็นได้เต็มไปหมดทั่วบางกอกนะครับ ที่ขนาดประมาณฝาหม้อ อันนี้เป็นจานสีดำขนาดใหญ่เหมือนที่เห็นเมื่อราว 10 ปีก่อน สมัยยุค IBC UTV อะไรประมาณนั้น
นอกจากนั้นระหว่างทางเห็นคนขุดข้างทางเป็นแนวยาวไปตามถนนแทบตลอดทางเลย โดยคนที่ขุดก็ไม่น่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไร ผมก็เข้าใจว่าขุดสายไฟสายโทรศัพท์ พอสอบถามจากพ่อค้าแม่ขายที่จุดแวะจอดรถจึงได้ความว่าชาวบ้านช่วยกันขุดวางสายเคเบิลครับ ซึ่งชาวบ้านก็จะช่วยกันขุดในพื้นที่ละแวกบ้านตัวเองแล้วส่งต่อไปให้ละแวกถัดไปเรื่อยๆ
ในที่สุดหลังจากเดินทางมาเป็นเวลานาน ราวบ่าย 3 โมงก็มาถึง "หลวงพระบาง" จุดหมายสำคัญของการเดินทางมาลาวเหลือครั้งนี้ครับ หลวงพระบางเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่มาก เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง และที่สำคัญหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก แบบ "ทั้งเมือง" เลยทีเดียว
หลังจากหาที่พักบริเวณตีนพระธาตุพูสีแล้ว ก็รีบขึ้นพระธาตุพูสีก่อนพระอาทิตย์ตกเลยครับ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดและเป็นจุดชมวิวของเมืองหลวงพระบางนี้เอ ระหว่างเดินไปทางขึ้นพระธาตุก็ผ่านร้านข้าวจี่ ขนมปัง กาแฟมากมาย รวมทั้งตลาดมืด ซึ่งเป็นตลาดกลางคืนของที่นี่กำลังตั้งร้านกันอย่างขะมักเขม่นกันเลย แต่ต้องรีบไปพระธาตุก่อนที่พระอาทิตย์จะกลับเข้านอนนะครับ
การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวก็เริ่มขึ้นเหมือนทุกที่ครับ คือเริ่มจากซื้อปี้ ราคา 20,000กีบ ซะก่อน หลังจากนั้นก็ต้องฝ่าด่านพิสูจน์ศรัทธาครับ เป็นบันได 326 ขั้น อาจฟังดูไม่เยอะนะครับ แต่ทำเอาเหนื่อยพอสมควรเลย รวมทั้งเห็นนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆนี่เหนื่อยล้ากันมากทีเดียว ระหว่างทางก็ร่มเงาครับ เนื่องจากมีต้นดอกจำปา ดอกไม้ประจำชาติของลาว หรือที่ไทยเรียกว่าดอกลีลาวดีนั่นเอง
สำหรับพระธาตุพูสีนี้ ในอดีตเชื่อกันว่าเป็นอาณาเขตของป่าศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า "พูสรวง" ครับ โดยต่อมามีฤๅษี 2 องค์พำนักอยู่ จึงเรียกว่า "พูฤๅษี" และกร่อนคำเหลือคำว่า "พูสี" ในที่สุดครับ
เมื่อถึงยอดพระธาตุก็ทำการสักการะพระพุทธรูปในศาลาย่อมๆก่อน โดยที่นี่มีการขอพรต่อหน้าองค์พระ แล้วลองยกพระพุทธรูปขนาดเล็กเพียงหนึ่งครั้ง ถ้ายกไม่ขึ้นแสดงว่าคำขอนั้นสำฤทธิ์ผลครับ ส่วนตัวพระธาตุก็อยู่ด้านบนไปอีกไม่สามารถขึ้นไปชมได้ครับ แต่จะมีส่วนที่จัดสำหรับไหว้บูชา พร้อมทั้งใช้ "บายศรี" ซึ่งเป็น ใบตองประดับกับดาวเรือง คล้ายกระทงไว้ใช้บูชาครับ สามารถหาซื้อได้ตามทางหรือแม้แต่ด้านนอกได้ง่าย
ออกมาภายนอก เบียดเสียดคนมากมายครับ รวมทั้งเสี่ยงเสียมซี(อีกแล้ว)ครับ เดือดร้อนถึงเอื้อย(พี่สาว)คนลาวที่เสี่ยงเซียมซีใกล้ๆต้องมาอ่านให้ข้อยฟังอีกแล้ว
หลังจากนั้นก็เบียดเสียดฝูงชนเพื่อรอชมพระอาทิตย์ค่อยๆลับจากขอบฟ้า ค่อยๆแผดแสงสีทองสุดท้ายของวันตัดกับวัดที่มีอยู่มากมายหลวงพระบางก่อนจะเข้าสู่นิทรารอวันรุ่งขึ้นต่อไปครับ
ลงจากพระธาตุพูสีก็แวะชมวัดร้างด้านข้างทางขึ้นครับ ซึ่งได้รับการบูรณะจากไทย มีสถาปัตยากรรมแบบสยามครับ แต่เนื่องจากปัจจุบันเหลือเป็นวัดร้าง เหลือเพียงสิมเท่านั้นและไม่เปิดให้เข้าชม แต่ด้านหน้าก็มีการแกะสลักและวาดลวดลายได้สวยงามมาก
ได้เวลาเยี่ยมชมตลาดกลางคืนครับ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าตลาดมืดนี่ไม่ใช่จะขายของผิดกฎหมายกันนะครับ เพียงแต่เปิดตอนกลางคืน ไม่มืดไม่ขายว่างั้น
ของฝากที่ได้รับความนิยมก็คือ เสื้อยืด ซึ่งลายที่น่าสนใจก็เป็นพวก "สะบายดี" หรือไม่ก็เป็นตัวอักษรลาวครับ กางเกงเล กระเป๋าต่างๆครับ ซึ่งของที่ผมเลือกไว้เป็น "ของฝากมวลมาก" เป็นกระเป๋าครับผม ซึ่งราคาไม่แพงนักคือ 4 ใบร้อยส่วนกางเกงเลก็มีสีสันที่สวยงามมาก แต่ระวังไว้นิดนึงเพราะผมเอากลับมาซักสีจนตกทำผ้าเช็ดหน้าคุณพ่อคุณแม่กลายเป็นผ้าเช็ดโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นของฝากก็จะเป็นพวกย่ามหรือกระเป๋าต่างๆครับ
หลังจากเดินชมตลาดจะเหนื่อยล้าอ่อนแรง ก็แลยแวะทานอาหารที่ซอยของกินครับ ก็เล่นกันชุดเล็กๆครับ กินกันไม่เยอะเท่าไหร่ หยุมหยิมพอน่ารักสดใส กลัวอ้วนครับ ตามลำดับนี่ก็ เปาะเปี๊ยะสด เป๊าะเปี๊ยทอด กุนเชียง ไก่ย่าง ปลาย่าง แหนม หมูสามชั้นย่าง เฝอ จบด้วยน้ำมะนาวปั่น กับ น้ำมะม่วงปั่นครับ เป็นอันจบหลักสูตรโดยสมบูรณ์ครับ