อาจเพราะประตูหน้าบ้านของข้าพเจ้าสูงพอดีนั่งได้สะดวก อาจเพราะมันดูสะอาดจากความเป็นระเบียบของคุณแม่ข้าพเจ้า หรืออาจเพราะกรงนกจำนวนนับไม่ถ้วน ที่นั่งนี้จึงถูกจับจองโดยเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุไม่สามารถคาดคะเนได้แต่เชื่อว่าคงใกล้เคียงข้าพเจ้า ทุกๆวันเขาจะนั่งอยู๋ที่นี่ถือปืนของเล่น หรือโทรศัพท์มือถือที่ชำรุดแล้ว ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าของในมือสำหรับชายคนนั้นมันเป็นปืนของจริง หรือมือถือที่สามารถใช้งานได้หรือไม่ ? ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นเขามักจะนั่งหน้าบ้านข้าพเจ้าผ่านไปแต่ละวันโดยจ้องมองนกในกรง(ละแวกบ้านข้าพเจ้าเป็นที่ชุมนุมคนเลี้ยงนกหัวจุกที่มีชื่อเสียงพอสมควร) ไม่นานข้าพเจ้าก็ทราบว่าเขาเป็นเด็กพิเศษจากปากคำบอกเล่า

    อาจเพราะสุนัขตัวใหญ่ อาจเพราะมันเป็นพันธุ์ไซบีเรียน หรืออาจเป็นความบังเอิญที่ข้าพเจ้าชอบสุนัขพันธุ์นี้เป็นพิเศษ ทำให้ข้าพเจ้าไม่ทันสังเกตเจ้าของสุนัขตัวนี้ที่พามันออกไปเดินเล่นทุกวันผ่านหน้าบ้านข้าพเจ้า อันที่จริงข้าพเจ้าอาจะให้ความสำคัญกับสุนัขตัวนี้มากกว่าเจ้าของมากเกินไป ทราบแต่ว่าเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงบ้านข้าพเจ้า แท้จริงเพียงชั่วข้ามคืนแล้ว เมื่อโทรทัศน์ทุกช่องปรากฎใบหน้าเทอในวันนี้ ข้าพเจ้าจึงเพียงรู้จักใบหน้านี้มากกว่าคนไทยทั้งประเทศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    อาจเป็นเพราะความวุ่นวายของบางรักและสีลม อาจเป็นเพราะความรีบเร่งของคนในเมืองใหญ่ หรืออาจเป็นเพราะร้านมากหน้าหลายตา เช่น ร้านตัดผม ร้านไอศกรีม ร้านกาแฟโบราณ ร้านส้มตำและอื่นๆ ทำให้ข้าพเจ้าหลงลืมแผงเล็กๆที่ขายพระเครื่อง สินค้าในตู้กระจกแบนกว้างนั้นดูมีไม่มากนัก แต่คาดว่ามีมากกว่าจำนวนคนเดินถนนที่พอจะสนใจหยุดแวะชมบ้าง เจ้าของแผงนี้เป็นผู้ชายมีอายุคนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้ารู้จักเพียงว่าอยู่ในละเวกบ้านของข้าพเจ้า

และ
    อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าชอบทางโจ๊กมากกว่าอาหารตามสั่ง โดยเฉพาะโจ๊กปริ้นสืแห่งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าไม่เคยลองทานอาหารตามสั่งร้านด้านใน (ในความทรงจำของข้าพเจ้าเคยทานร้านนี้เพียงครั้งเดียว(หรือว่าสอง?)) ทำให้ข้าพเจ้ายากที่จะมีโอกาสได้รู้จักผู้หญิงคนที่ขายอาหารร้านนี้ อันที่จริงผู้หญิงคนนี้แตกต่างจากสามคนที่ข้าพเจ้ากล่าวมา เนื่องจากข้าพเจ้ามีความทรงจำเกี่ยวกับเขาน้อยเหลือเกิน จนกระทั่งวันนี้
หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ อินเตอร์เนท ขึ้นหน้าของเธอคนนี้ เสียชีวิตในคืนวานจากเหตุความรุนแรงของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คนสีลมและกลุ่มคนเสื้อหลากสี ตามติดมาด้วยภาพใบหน้าเจ้าของสุนัขไซบีเรียนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตานองหน้า

    ข้าพเจ้าไม่เคยคิดสนใจจะโพสเฟสบุคหรือทวิตเตอร์เรื่องการเมือง มากพอๆกับความไม่เชื่อว่าความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้จะเข้าใกล้ข้าพเจ้าได้เพียงนี้

    ขอให้พระเจ้าทรงอวยพร แก่ น.ส.ธัญญานัน แถบทอง และครอบครัวในความทรงจำของข้าพเจ้านี้ และทุกๆคนให้มีทางออกให้กับทุกสิ่ง อย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของท่านด้วย

   หลังจากที่ดื่มดำกับบรรยากาศธรรมชาติที่น่าประทับใจของวังเวียง(ที่ไม่วังเวง)นี้มาคืนนึง ก็ทำเอาความเหน็ดเหนื่อยที่นั่งรถมาไกลจากบางกอกหายไปเป็นปลิดทิ้ง โดยที่ยังไม่รู้ว่าสำหรับทางที่จะไปต่อนั้น ที่ผ่านมานี่แค่ของว่างเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง

   ผมขึ้นรถจากในตัวเมืองวังเวียงในเวลา 8 โมงเช้าครับ ปี้ราคาคนละ 110,000 กีบ ตอนแรกได้ยินว่าหากไปขึ้นรถที่ท่ารถขนส่ง ราคาปี้จะแค่เพียง 100,000 เท่านั้น แต่เน้นสะดวกก็ซื้อจากในเมืองเลย แล้วรถเจ้ากรรมก็พามาจอดที่ท่ารถอยู่ดี เป็นอันว่าเรียกรถป๊อกมาเองก็ 10,000 กีบอยู่ดี สรุปเป็นอันว่าเท่ากันหลังจากคบคิดเงินหมื่นนี้มาทั้งคืนครับ - -a

     เส้นทางจากวังเวียงมายังหลวงพระบางนี้ ใช้เวลาราว 7 ชั่วโมงครับ เป็น 7 ชั่วโมงที่ยากลำบากและดูราวกับไม่มีทางสิ้นสุดได้เลย เนื่องจาก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ หรือคนลาวเอง นิยมนั่งรถระหว่าง เวียงจันทน์-หลวงพระบาง กันมากไม่ได้แวะที่วังเวียง ทำให้รถที่ออกจากวังเวียงในแต่ละวันมีเพียง 2 รอบเท่านั้น (รอบรถตู้ 8 โมง และรอบรถทัวร์ 9 โมง)

    นอกจากนั้นเส้นทาง วังเวียง-หลวงพระบาง เป็นภูเขาสูง คดเคี้ยว โค้งอันตราย หักศอกอยู๋ตลอทางครับ ไม่สามารถหลับเป็นสุขได้เลย แตกต่างจากเส้นทาง เวียงจันทน์-วังเวียง ที่ผ่านมาที่เป็นทางราบวิ่งขึ้นเหนือมาตรงๆอย่างเดียวลิบลับ)

   ทิวทัศน์ข้างทางสวยงามมากครับ สวยขนาดที่คนเมารถเมาเรืออย่างผมต้องเสี่ยงชีวิตตัวเอง ออกจากการนั่งนิ่งหลับตาบำเพ็ญเพียรมาคว้ากล้องมาถ่ายรูป จนธาตุไฟเข้าแทรกเมาหนักกว่าเก่า

    ระหว่างทางจะเห็นได้ว่าบ้านเรือนของคนลาวมีตั้งตามทางมากมายซึ่งบ้านเหล่านี้เป็นกระท่อมที่มุงจากฟางง่ายๆครับ แตกต่างจากในเวียงจันทน์ที่เป็นตึกแถวไปหมดแล้ว แต่ที่น่าสังเกตคือบ้านกระท่อมมุมฟางแบบนี้ล้วนแต่มีการติดตั้งจจากรับสัญญานดาวเทียมอยู่ด้วย ซึ่งแลดูขัดตาหน่อย แล้วจานรับสัญญานดาวเทียมนี่ใครอย่าได้คิดว่าเป็นเหมือนเจ้าจานแดง(UBC)ที่เห็นได้เต็มไปหมดทั่วบางกอกนะครับ ที่ขนาดประมาณฝาหม้อ อันนี้เป็นจานสีดำขนาดใหญ่เหมือนที่เห็นเมื่อราว 10 ปีก่อน สมัยยุค IBC UTV อะไรประมาณนั้น

   นอกจากนั้นระหว่างทางเห็นคนขุดข้างทางเป็นแนวยาวไปตามถนนแทบตลอดทางเลย โดยคนที่ขุดก็ไม่น่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไร ผมก็เข้าใจว่าขุดสายไฟสายโทรศัพท์ พอสอบถามจากพ่อค้าแม่ขายที่จุดแวะจอดรถจึงได้ความว่าชาวบ้านช่วยกันขุดวางสายเคเบิลครับ ซึ่งชาวบ้านก็จะช่วยกันขุดในพื้นที่ละแวกบ้านตัวเองแล้วส่งต่อไปให้ละแวกถัดไปเรื่อยๆ

   ในที่สุดหลังจากเดินทางมาเป็นเวลานาน ราวบ่าย 3 โมงก็มาถึง "หลวงพระบาง" จุดหมายสำคัญของการเดินทางมาลาวเหลือครั้งนี้ครับ หลวงพระบางเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่มาก เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง และที่สำคัญหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก แบบ "ทั้งเมือง" เลยทีเดียว

   หลังจากหาที่พักบริเวณตีนพระธาตุพูสีแล้ว ก็รีบขึ้นพระธาตุพูสีก่อนพระอาทิตย์ตกเลยครับ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดและเป็นจุดชมวิวของเมืองหลวงพระบางนี้เอ ระหว่างเดินไปทางขึ้นพระธาตุก็ผ่านร้านข้าวจี่ ขนมปัง กาแฟมากมาย รวมทั้งตลาดมืด ซึ่งเป็นตลาดกลางคืนของที่นี่กำลังตั้งร้านกันอย่างขะมักเขม่นกันเลย แต่ต้องรีบไปพระธาตุก่อนที่พระอาทิตย์จะกลับเข้านอนนะครับ

    การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวก็เริ่มขึ้นเหมือนทุกที่ครับ คือเริ่มจากซื้อปี้ ราคา 20,000กีบ ซะก่อน หลังจากนั้นก็ต้องฝ่าด่านพิสูจน์ศรัทธาครับ เป็นบันได 326 ขั้น อาจฟังดูไม่เยอะนะครับ แต่ทำเอาเหนื่อยพอสมควรเลย รวมทั้งเห็นนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆนี่เหนื่อยล้ากันมากทีเดียว ระหว่างทางก็ร่มเงาครับ เนื่องจากมีต้นดอกจำปา ดอกไม้ประจำชาติของลาว หรือที่ไทยเรียกว่าดอกลีลาวดีนั่นเอง

    สำหรับพระธาตุพูสีนี้ ในอดีตเชื่อกันว่าเป็นอาณาเขตของป่าศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า "พูสรวง" ครับ โดยต่อมามีฤๅษี 2 องค์พำนักอยู่ จึงเรียกว่า "พูฤๅษี" และกร่อนคำเหลือคำว่า "พูสี" ในที่สุดครับ

   เมื่อถึงยอดพระธาตุก็ทำการสักการะพระพุทธรูปในศาลาย่อมๆก่อน โดยที่นี่มีการขอพรต่อหน้าองค์พระ แล้วลองยกพระพุทธรูปขนาดเล็กเพียงหนึ่งครั้ง ถ้ายกไม่ขึ้นแสดงว่าคำขอนั้นสำฤทธิ์ผลครับ ส่วนตัวพระธาตุก็อยู่ด้านบนไปอีกไม่สามารถขึ้นไปชมได้ครับ แต่จะมีส่วนที่จัดสำหรับไหว้บูชา พร้อมทั้งใช้ "บายศรี" ซึ่งเป็น ใบตองประดับกับดาวเรือง คล้ายกระทงไว้ใช้บูชาครับ สามารถหาซื้อได้ตามทางหรือแม้แต่ด้านนอกได้ง่าย

   ออกมาภายนอก เบียดเสียดคนมากมายครับ รวมทั้งเสี่ยงเสียมซี(อีกแล้ว)ครับ เดือดร้อนถึงเอื้อย(พี่สาว)คนลาวที่เสี่ยงเซียมซีใกล้ๆต้องมาอ่านให้ข้อยฟังอีกแล้ว

   หลังจากนั้นก็เบียดเสียดฝูงชนเพื่อรอชมพระอาทิตย์ค่อยๆลับจากขอบฟ้า  ค่อยๆแผดแสงสีทองสุดท้ายของวันตัดกับวัดที่มีอยู่มากมายหลวงพระบางก่อนจะเข้าสู่นิทรารอวันรุ่งขึ้นต่อไปครับ

  ลงจากพระธาตุพูสีก็แวะชมวัดร้างด้านข้างทางขึ้นครับ ซึ่งได้รับการบูรณะจากไทย มีสถาปัตยากรรมแบบสยามครับ แต่เนื่องจากปัจจุบันเหลือเป็นวัดร้าง เหลือเพียงสิมเท่านั้นและไม่เปิดให้เข้าชม แต่ด้านหน้าก็มีการแกะสลักและวาดลวดลายได้สวยงามมาก

   ได้เวลาเยี่ยมชมตลาดกลางคืนครับ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าตลาดมืดนี่ไม่ใช่จะขายของผิดกฎหมายกันนะครับ เพียงแต่เปิดตอนกลางคืน ไม่มืดไม่ขายว่างั้น

   ของฝากที่ได้รับความนิยมก็คือ เสื้อยืด ซึ่งลายที่น่าสนใจก็เป็นพวก "สะบายดี" หรือไม่ก็เป็นตัวอักษรลาวครับ กางเกงเล กระเป๋าต่างๆครับ ซึ่งของที่ผมเลือกไว้เป็น "ของฝากมวลมาก" เป็นกระเป๋าครับผม ซึ่งราคาไม่แพงนักคือ 4 ใบร้อยส่วนกางเกงเลก็มีสีสันที่สวยงามมาก แต่ระวังไว้นิดนึงเพราะผมเอากลับมาซักสีจนตกทำผ้าเช็ดหน้าคุณพ่อคุณแม่กลายเป็นผ้าเช็ดโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นของฝากก็จะเป็นพวกย่ามหรือกระเป๋าต่างๆครับ

   หลังจากเดินชมตลาดจะเหนื่อยล้าอ่อนแรง ก็แลยแวะทานอาหารที่ซอยของกินครับ ก็เล่นกันชุดเล็กๆครับ กินกันไม่เยอะเท่าไหร่ หยุมหยิมพอน่ารักสดใส กลัวอ้วนครับ ตามลำดับนี่ก็ เปาะเปี๊ยะสด เป๊าะเปี๊ยทอด กุนเชียง ไก่ย่าง ปลาย่าง แหนม หมูสามชั้นย่าง เฝอ จบด้วยน้ำมะนาวปั่น กับ น้ำมะม่วงปั่นครับ เป็นอันจบหลักสูตรโดยสมบูรณ์ครับ

   ที่วังเวียงนี่มีความสวยงามสมดังฉายา "กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว" อย่างมิผิดเพี้ยนไปได้เลยครับ

 หลังจากจบมื้อแรกในลาวด้วยความอิ่มหนำแทบทานไม่หมดก็ถึงเวลาเดินย่อย ชมวิวทิวทัศน์ธรรมชาติของสองฝั่งแม่น้ำซอง โดยเฉพาะที่นี่มีชืื่อเสียงเรื่องกิจกรรมแบบแอดเวนเจอร์อีกหลายอย่างด้วย ครับ
   ทิวทัศน์สองฝั่งของแม่น้ำซองมีความสวยงามมาก แม้ฝั่งเมืองจะมีสิ่งปลูกสร้างหรือนั่งร้านไม้ที่ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติไป บ้าง แต่อีกฝั่งยังคงสภาพธรรมชาติได้อย่างดี ที่พักของอีกฝั่งก็เป็นแบบโฮมสเตย์ที่กลมกลืนครับ
   แม่น้ำซองนี้เต็มไปด้วยสะพานไม้มากมายครับ สร้างกันง่ายๆ การข้ามสะพานไม้เหล่านี้ถือเป็นความท้าทายเทียบเท่าการล่องเรือ กระโดดน้ำมากทีเดียว เนื่องจากลักษณะของสะพานดูแทบจะไม่ได้มีการวางแผน หรือใช้การวางโครงสร้างรับน้ำหนักเท่าไรเลย เหมือนติดแบบเอาไม้เยอะเข้าว่า (ถ้าผมเข้าใจผิดไปก็ขอโทษด้วยนะครับ) แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังเชื่อมั่นในความแข็งแรงครับ ก็แหม ต้องรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวฝรั่งเยอะๆได้ตลอดเวลาหนิ สะพานไม้นี่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์กลายๆของที่นี่เลยทีเดียวครับ
 


   นอกจากนี้แม่น้ำซองยังมีสาหร่ายน้ำจืดที่นำมาเป็นอาหารเรียกว่า "ไค" หรือ ไคแผ่น นั่นเอง ที่ชาวบ้านนิยมเก็บมาตากแห้ง ปรุงเครื่องเทศ แล้วทอดมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ครับ ซึ่งนอกจากที่นี่แล้ว แม่น้ำโขงก็นิยมทำเช่นกัน
   หลังจากลองชิมไคแผ่ก็พบว่ามีลักษณะเหมือน เถ้าแก่น้อย ผสมกับ หมูแผ่นครับ เครื่องเทศคล้ายหมูแผ่นมากทีเดียว มีขายทั้งแบบที่ทอดมาแล้วทานได้ทันทีหรือเป็นซองสำหรับเป็นของฝากได้ครับ แต่อย่างไรก็ต้องทอดก่อนทานนะ

   นอกจากนี้ที่นี่ยังมีข้าง Baggatte(แซนด์วิช) หรือที่คนลาวเรียกว่า "ข้าวจี่" ครับ ก็รสชาติเหมือนแซนด์วิชทั่วไป ใส่ไส้กรอก สาลามี่ แตงกวา ไส้หลากหลายแล้วแต่สั่ง แต่ที่อยากจะแนะนำก็คือ ลาวสไตล์ครับ ซึ่งจะใส่ไส้กรอก หมูหยอง ไข่เส้น แตงกวา แล้วก็น้าซอสเปรี้ยวหวานที่เป็นเอกลักษณ์ ส่วนตัวแป้งก็จะเป็นแป้งแบบฝรั่งเศสที่ค่อนข้างมีความแข็งครับผม


    เขียนไปเขียนมาวกเข้าเรื่องกินอีกแล้ว ทริปนี้ผเน้นเรืองตระเวนชิม ถ่ายรูปอาหารมากขึ้นทีเดียวครับ กลับมาก็มีแต่คนทักว่าอ้วนขึ้นท่าทางลาวจะอุดมสมบูรณ์เป็นแน่ - -a
   ก็ขอจบเรื่องวังเวียงแต่เพียงเท่านี้ครับ พรุ่งนี้เตรียมออกเดินทางไปยังหลวงพระบาง นครศักดิ์สิทธิ์อันเป็นจุดหมายสำคัญของทริปนี้ครับผม =]

   เมื่อเดินทางออกมาจากนครหลวงเวียงจันทร์เวลาราวเที่ยงด้วยเส้นทางที่เป็นที่ราบมุ่งหน้าไปทางเหนือราว 4 ชั่วโมงก็จะถึงสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวมานักต่อนักแล้วนั่นคือ "วังเวียง" ครับ
   วังเวียงเป็นเมืองแห่งภูเขาและสายน้ำครับ มีความสวยงามจนได้รับการขนานนามว่า "กุ้ยหลินแห่งลาว" สายน้ำที่ว่านี่ก็คือแม่น้ำซองนั่นเอง ครั้งแรกที่ผมเดินทางมาถึงถึงกับประทับใจกับทิวเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหมอกราวกับยอดเขานั้นทิ่มแทงไปถึงสรวงสวรรค์ ราวกับทวยเทพเองก็อดจะชื่นชมกับความงามนี้ด้วยมิได้

   เมื่อเดินทางไปถึงหลังจากหาที่พักเรียบร้อยด้วยราคาคืนละ 400บาท หารกับเพื่อนอีกคน ท้องก็หิวมากเนื่องจากไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เข้ามาลาวเลย จึงอาบน้ำแต่งตัวให้สดชื่นก่อนออกไปยลทิวทัศน์ที่สวยงามเพื่อจะได้ไม่เป็นมลพิษแก่สิ่งแวดล้่อมครับ
   หลังจากเดินเลือกร้านอาหารก็พบว่าที่วังเวียงนี้มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากทีเดียวเชียว ส่วนใหญ่เป็นคนยุโรปหรือโอเชี่ยนเนี่ยน ตลอดทริปไม่เจอคนอเมริกาเลยครับ พบคนญีปุ่นและเกาหลีจำนวนมาก และคนจีนเพียงครอบครัวเดียวเท่านั้น
   เมื่อเลือกร้านเข้าไปได้แล้ว มื้อแรกในลาวก็ขอเป็นอาหารลาว-ไทยละกันครับ อาหารที่สั่งได้แก่

1 ลาบเนื้อ - เป็นลาบแบบลาวครับ จุดเด่นคือการคลุกถั่วงอกซึ่งนำหัวออกเรียบร้อยแล้ว ทานเคียงกับผักต่างๆและแตงกวา รสชาติกลมกล่อมอร่อย รสจัดและเผ็ดเหมือนไทย เนื้อเองเนื่องจากเป็นชิ้นเล็กเป็นลาบจึงไม่เหนียวทานยากนัก

2 ผัดเปรี้ยวหวานไก่ - อันนี้แตกต่างจากผัดเปรี้ยวหวานของไทยมากทีเดียวครับ เนื่องจากไม่ได้ออกรสเปรี้วหวานจริงๆแบบไทย แต่ควรจะเรียกได้ว่าไก่ผัดซอสเสียมากกว่า ดูจากสีที่เข้มคงจะทราบได้ โดยซอสที่ใช้มีรสชาติเหมือนซอสมะเขือและซอสบาบีคิว ไม่ได้สีอ่อนๆเหมือนของไทย ที่มีทั้งรสเปรี้ยวหวานจริงๆและใส่หัวหอมครับ

3 ต้มยำปลาคัง - อันนี้เป็นต้มยำคล้ายคลึงของไทยครับผม แต่ของแตกต่างคือใช้กะทิ มันแกงข่าไก่แทนของไทยที่นิยมใส่กะทิครับ ทำให้ไม่มันมากนักจะเห็นได้ว่าไม่มันมาก รวมกับรสชาติปลาคัง ซึ่งคาดว่ามาจากแม่น้ำซองนี้เองมีความสดใหม่ เนื้อแน่นอร่อยมากครับผม
4 ส้มตำ - อันนี้คล้ายคลึงกับของไทยมากทีเดียว แต่รสชาติไม่จัดจ้านทำให้ดูธรรมดาไปเลยเมือ่เทียบกับจานอื่นครับ เลยไม่มีรูปมาให้ชมกัน

   เป็นมื้อแรกที่ลาวที่เรียกได้ว่าชุดใหญ่ทีเดียวครับ อาหารโดยรวมอร่อย และร้านนี้ก็ไม่แพงเลยครับ หลังจากเสร็จมื้อนี้แล้วได้มีโอกาสทานขนมครกด้านนอกด้วยซึ่งก็มีรสชาติธรรมดาไม่ถูกปากนัก เนื่องจากมีแป้งอย่างเดียว ไม่มีกะทิ ทำให้จืด ไม่มีรสหวานหอมของกะทิครับ
   เรียกได้ว่าอัพครั้งนี้เป็นเรื่องของกินของวังเวียงอย่างเดียวเลย =]

   ด้วยเวลาที่ไม่มากนักผมจึ่งเริ่มต้นทริปลาวนี้ในนครหลวงเวียงจันทน์ด้วยเวลาอันจำกัดครับ
   ลาวแบ่งเขตปกครองเป็น "แขวง" ครับ โดยภาษาอังกฤษคือ "province" ที่ไทยใช้ว่า "จังหวัด" ครับ ยกเว้นแต่เวียงจันทน์ที่ใช้คำว่า "นครหลวงเวียงจันทน์แทน" ในแต่ละแขวงก็จะมีเมืองเอกของตัวเองครับ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ หนึ่งในสามที่แยกออกมาจากอาณาจักรล้านช้าง คู่กับ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง และอาณาจักรล้านช้างจัมปาศักดิ์ เพราะเหตุนี้เมื่อลาวตกเป็นเมืองขึ้นของไทย ทั้งสามอาณาจักรรวมกันจึงใช้ตราแผ่นดินเป็นช้างสามเศียร คือการรวมตัวกันของอาณาจักรล้านช้าง 3 แห่งนั่นเอง
   หลังจากเหมารถป๊อก รถสองแถวได้ก็เริ่มจุดหมายแรกด้วยหอพระแก้วครับผม  ซื้อ "ปี้" (ตั๋ว) จาก "คอกขายปี้" (ที่ขายตั๋ว) ด้วยราคา 5,000กีบ (ประมาณ 20 บาท) เสียก่อน ภายในพื้นที่หอพระแก้วไม่ได้กว้างขวางนักครับ บรรยากาศเงียบสงบมีมนต์ขลังครับ เมื่อเข้าไปก็พบกับ "สิม" ของที่นี่
   สิม คือ ศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่สิงสถิตของเทพยาดาและผู้มีบุญบารมีครับ บริเวณหลังคาตรงกลางของสิมก็จะมี "ช่อฟ้า" ซึ่งแต่งต่างกับไทย ช่อฟ้าของเราคือบริเวณปลายจั่วสุดที่ยื่นออกไป แต่ของลาวจะอยู่ตรงกึ่งกลางของหลังคาเลย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นยอดหลายยอดๆ สูงสุดคือ 17 ยอดซึ่งสร้างโดย เจ้ามหาชีวิต(กษัตริย์ของลาว) ถ้ามีน้อยกว่านี้ก็จะเป็นขุนนาง เชื้อพระวงศ์ ส่วนของชาวบ้านจะมี 3 ยอดเท่านั้นครับ ช่อฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาลนั่นเอง อีกทั้งสิมใช้บรรจุพระประธานซึ่งถือเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า (สิมคล้ายกับอุโบสถของไทย)
   บรรยากาศภายในของข้างเงียบครับ มีพระพุทธรูปมากมายซึ่งดูผิวเผินคล้ายกับพระพุทธรูปไทย แต่หากสังเกตจะพบว่าแตกต่างกันบ้างครับ โดยพระพุทธรูปแบบลาว หน้าองค์พระ หูจะใหญ่ยาวชัดเจนรวมทั้งจมูกจะงองุ้มคล้ายตะคอ ซึ่งแตกต่างกับไทยมากทีเดียว และน่าสังเกตว่าพระพุทธรูปมักจะถูกตัดส่วนพระเกศา(มวยผม)ออกไปกว่าครึ่งของพระที่นี่เลยทีเดียวครับ
   หอพระแก้วแห่งนี้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตภายหลังจากที่อัญเชิญมาจากเขมร จนก่อนที่จะถูกอัญเชิญไปยังวัดพระแก้วของไทยในเวลาต่อมาครับ ปัจจุบันหอพระแก้วมีพระประธานองค์ใหม่รวมทั้งด้านในมีการจัดแสดงวัตถุโบราณที่น่าสนใจอีกด้วยครับ

   เสร็จสิ้นจากหอพระแก้ว จึงไปต่อยัง "วัดสีสะเกด" ที่อยู่ด้านข้างกันครับ ซื้อปี้ด้วยราคาเท่ากัน จึงเข้าไปชม วัดสีสะเกดมีขนาดที่ใหญ่หน่อยมีทางเดินโดยรอบประดับไปด้วยพระพุทธรูปมากมายครับ รวมทั้งมีหอกลองอีกด้วย เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย ผมจึงจัดแจงไหว้พระและเสี่ยงเซี่ยมซี ได้ใบที่ 20 ซึ่งเป็นหมายเลขสุดท้ายครับ (เพื่อนที่มาด้วยกันเสี่ยงได้ใบที่ หมายเลขแรก)แต่ยังอ่านไม่ออกครับ ไม่เป็นไรเก็บไว้ก่อน
   สิมและศิลปกรรมของวัดในเวียงจันทน์ล้วนเป็นสถาปัตยกรรมแบบสยามทั้งสิ้นครับ เนื่องจากศิลปกรรมแบบล้านช้างล้านนา และแบบลาวเองได้ถูกเผาวอดไปแล้ว หลังจากที่เวียงจันทน์พยายามทำสงครามแยกตัวออกจากประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 ครับ
  หลังจากนั้นจึงขึ้นรถป๊อกต่อไปยังซุ้มประตูชัยครับ สัญลักษณ์ที่สำคัญอีกแห่งของเวียงจันทน์ ซุ้มประตูชัยแห่งนี้สร้างเป็นอนุสรน์ถึงชัยชนะจากฝรั่งเศสครับ ที่นี่ได้ฉายาว่า "รันเวย์แนวดิ่ง" เนื่องจากสร้างโดยปูนที่อเมริกาซื้อมาทำเป็นสนามบินแต่เนื่องจากอเมริกาแพ้สงครามเวียดนามเสียก่อน ลาวกับเวียดนามถือเป็นพี่น้องที่ร่วมรบในสงครามครับ อย่าได้ไปพูดว่า ลาวไทยเป็นพี่น้องกันเชียว พี่น้องกันไม่เผานครหลวงเวียงจันทน์ซะจนมอดไม่มีสภาพเป็นเมืองให้อยู่ได้อีกเลยในสมัยรัชกาลที่ 3 ครับ
   ประตูชัยมีความสวยงามและใหญ่มาก ถึงแม้ธรรมเนียมการสร้างประตูชัยจะมาจากฝรั่งเศส แต่ลาวเองได้ใส่สถาปัตยกรรมแบบลาวลงไป เช่น รูปทรง สี่เหลียมด้านเท่าซึ่งถือเป็นรากฐานของศิลปกรรมลาว รวมทั้งใส่รูปวาดและแกะสลักรูปภาพตามหลักศาสนาพุทธครับ
 

   ในการมาครั้งนี้จะพบเห็นสตรีชาวลาวแทบจะทุกคนนุ่งผ้าซิ่นครับ โดยเพื่อนร่วมทางบอกว่าเมื่อราวปีสองปีก่อนยังไม่เป็นเช่นนี้ จึงคาดว่าน่าจะเป็นการรณรงค์ไม่นาน เนื่องจากลาวเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ที่ผ่านมา เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เองในชื่อ เวียงจันทน์เกมส์ครับ
   หลังจากนั้นจึงสมควรแก้เวลาแล้ว ผมจึงรีบบึ่งไปขึ้นรถไปทางเหนือ โดยที่จุดหมายที่วังเวียงครับ =]

   เริ่มจากการขึ้นรถจากกรุงเทพฯ 2ทุ่ม การเดินทางก็เป็นสามัญธรรมดาที่สุด เริ่มด้วยการเม้าท์แตกก่อนจะหลงเหลือเพียงเสียงกรนครับ แต่การนอนบนรถสำหรับผมที่ปกติก็นอนยากตื่นง่ายอยู่แล้วจึงเป็นไปได้ยาก ที่นั่งผมเป็ที่นั่งแถวรองสุดท้ายติดทางเดินครับ
    ระหว่างที่อยู่กึ่งกลางระวังความฝันกับความจริง อยู่ๆก็มีเงาคล้ายศรีษะคนห้อยหัวลงมาจากด้านบน ด้วยความมืดแม้จะไม่เห็นใบหน้านั้นแต่ผมตรงที่ยาวมากนักก็ห้อยดิ่งลงมาจนแทบจะสัมผัสกับหน้าของผมเอง ชั่วขณะก่อนที่ผมจะได้สติเงานั้นก็เอื้อมแขนเรียวยาวออกไปสัมผัสถูกเบาะด้านหน้าผมอย่างไม่รีบร้อน ตามด้วยอีกข้างที่เบาะอีกด้านและฉุดลากลำตัวที่เหลือตามไป (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงซาดาโกะในเรื่อง The Ring)
   เมื่อตั้งสติดูจึงพบว่าเงาดังกล่าวคือสาวญี่ปุ่นคนนึงที่คงจะอยากฉิ่งฉ่องขึ้นมาจึงเดินไปเข้าห้องน้ำด้านล่างครับ ผ่านไปสักพักหนึ่ง คราวนี้เกิดกลิ่นเหม็นคลุกคลั่น ร่างดังกล่าวก็ค่อยๆสาวแขนทีละข้าง จับที่นั่งซ้ายขวาตามทางสาวตัวเองเข้ามาทางผม แม้จะรู้อยู่แล้วแต่ภาพที่เห็นช่างน่ากลัวเหลือเกิน
   รถแวะจอดครั้งหนึ่งเวลาเที่ยงคืนผมซึ่งยังไม่ได้นอนเลยเริ่มตระหนักถึงภาระอันหนักหน่วงจึงได้ทานยาให้นอนหลับเข้าไป แล้วก็ได้ผลครับ ผมได้มาซึ่งราตรีที่เงียบสงบปราศจากผีญี่ปุ่นครับ
   รถแวะจอดอีกครั้ง 6 โมงเช้าครับเพื่อรับประทานอาหารเช้าง่ายๆ พร้อมทั้งตระเตรียมเอกสารที่จำเป็น รวมทั้งยังได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณริมฝั่งแมวน้ำโขงอีกด้วย หลังจากนั้นจึงเข้าด่านลาวบริเวณสะพานมิตรภาพไทยลาว พิธีการก็เรียบง่ายไม่มีอะไรมาก ด้วยข้อตกลงของอาเซียนทำให้คนไทยไม่ต้องขอวีซ่าครับ แต่หากไม่มีพาสปอร์ทก็ต้องใช้บัตรผ่านแดนซึ่งต้องกลับมาภายใน 3 วันแทน ผมจึงเสียเพียงแค่ค่าธรรมเนียมสำหรับเจ้าหน้าที่ลาวที่ทำงานล่วงเวลาจำนวน 2500กีบ โดยจ่ายเป็นเงินไทย 15 บาทครับ
   เงินกับขึ้นชื่อว่าจ่ายกันจำนวนมากเหลือเกินทำให้เวลาให้เงินทอนเงินปวดหัวเหลือเกิน ทริปนี้ผมใช้ไปทั้งหมดประมาณ หนึ่งล้านห้าแสนกีบ เงินไทยประมาณ6พันบาท ตอนที่ผมเข้าชมพิพิทธภัณท์ที่หลวงพระบางก็พบธนบัตรใบละ 5 กับ10กับ นี่ล่ะ คาดว่าคงเกิดอัตราเงินเฟ้อจากสงคราม
   น่าสังเกตว่าการผ่านด่านที่นี่ไม่ต้องตรวจสัมภาระเลย โดยทิ้งไว้บนรถ ไปตมแต่เพียงตัวกับพาสปอร์ท หลังจากนั้นจึงซื้อซิมการ์ทของ Tigo ซึ่งเป็นเครือข่ายดังที่นี่ก่อนขึ้นรถ 2 ชม เพื่อไปยังนครหลวงเวียงจันทร์ครับ
  

   หลังจากจบสิ้นภารกิจฮ่องกงและมาเก๊า ยังคงเหลือ จูไห่ อีกที่หนึ่งครับ จูไห่ เป็นเมืองที่อยู่ติดกับมาเก๊า เป็นทางผ่านไปครับ
   จูไห่เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านสถานที่ท่องเที่ยวครับ โดยวันนี้ตื่นมา 7 โมงเช้าก็ไปซื้อตั๋วรถบัสที่มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็นด้วยบัตรนักเรียนพี่เอ๋(อีกแล้ว) เพื่อลดครึ่งราคาจาก70หยวนเหลือ30ครับ หลังจากขึ้นรถมา 2 ชั่วโมงก็ถึงเมืองแห่งไข่มุกนี้

    หลังจากถึงมหาวิทยาลัยจงซาน วิทยาเขตจูไห่ ก็หาทางหนีทีไล่ก่อนครับ หาจุดขึ้นรถขากลับและคัดลองตารางขึ้นรถไว้ครับโดยรถเที่ยวสุดท้ายออกเวลา3ทุ่ม
    เริ่มจากไปดูแลนด์มารค์ของที่นี่ก่อนครับ(ขออุบไว้ก่อนว่าคืออะไร)ออกมาหน้ามหาวิทยาลัยครับ ขึ้นรถเมล์หาสายถามทางอยู่พักนึในที่สุดก็ขึ้นมาครับ ระหว่างทางเหลือบไปเห็นอนุสรณ์วีรชนก่อน เลยแวะลงมาเยี่ยมชม ถึงไม่ได้มีขนาดใหญ่มากแต่ทีความสวยงามมากทีเดียวครับ
   จุดที่แตกต่างจากอนุสรณ์วีรชนทั่วไป(เมืองจีนมีอนุสรณ์วีรชนแทบทุกเมืองครับ) ก็คือโดยปกติอนุสรณ์วีรชนมักจะมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นงานศิลปะแนวสัจจนิยม แล้วอย่างมากก็เป็นการสลักชื่อวีรชนครับ แต่ที่ผมเห็นที่จูไห่นี่ เป็นป้ายหลุมศพเรียงกันเลยครับ ซึ่งมีความสวยงาม รวมทั้งด้านข้างก็มีพิพิทธภัณทือีกด้วย เช่นเดียวกับที่อื่น

   หลังจากแวะทานอาหารง่ายๆ ก็ขึ้นรถเมล์ครับเพื่อไปชมแลนด์มารค์ของจูไห่นั่นคือ รูปปั้นเทพธิดาประมงครับ โดยในตำนานกล่าวว่า เทพธิดาได้หลงรักหนุ่มชาวประมง จึงลงมาเป็นมนุษย์อยู่ด้วยกัน ภายหลังจึงบอกความจริงไป แต่หนุ่มชาวประมงไม่เชื่อจึงเรียกร้องให้พิสูจน์โดยถอดกำไลข้อมือ แม้การถอดนั้นจะทำให้เทพธิดาอยู่ในโลกมนุษย์ไม่ได้ต้องเสียชีวิตแต่ด้วยความรักนางจึงไม่ลังเลเลย ทำให้หนุ่มชาวประมงร้องไห้เสียใจมาก เดือดร้อนถึงเทพต้องคืนชีวิตให้ทั้งคู่อยู่กันอย่างมีความสุข และประทานไข่มุกเป็นประจักษ์พยานแก่ความรักอันบริสุทธิ์จึงเป็นที่มาของชื่อเมือง จูไห่ และไม่นำ ไห่จูนี่ครับผม ^^a

   ใกล้ๆกับรูปปั้นเทพธิดายังมีสวนสาธารณะสองสวน อันหนึ่งมีดอกไม้ที่สวยงามพร้อมทั้งชื่อให้ศึกษาครับ และอีกที่นึงก็มีขนาดใหญ่รวมทั้งมีกระเช้าขึ้นไปชมวิวอีกด้วย

   เป้าหมายสำคัญของผมวันนี้คือ หยวนหมิงซิงหยวน ครับหรือก็คือ พระราชวังฤดูร้อน ครับ ภายหลังจาก พระราชวังฤดูร้อนเดิมที่ปักกิ่งถูก อังกฤษและฝรั่งเศษทำลายไปแล้ว จึงมีการสร้างใหม่ที่นี่ด้วยวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวโดยเฉพาะครับ

   โดยค่อนข้างไกลจากตัวเมืองพอสมควรเลย ค่าเข้าชม120หยวนครับ ใช้บัตรนักเรียนพี่เอ๋(อีกแล้ว)ก็ได้ราคา80หยวน ^^a

   สิ่งปลูกสร้างภายใน ไม่เนียนเท่าที่ควรครับ ดูแล้วค่อนข้างเสียความรู้สึกจริงๆ เช่นข้อต่อ ระเบียง คานไม้ต่างๆ แต่การแสดงมีความน่าสนใจมากทีเดียวครับ โดยเฉพาะการแสดงใหญ่2 ชุดสุดท้ายที่อลังการใช้ได้ครับ

รู้สึกประทับใจแม่นางคนนี้ยังไงไม่รู้ ^^a

edit @ 8 Nov 2009 18:40:09 by Charlemagne Lu

   วันนี้ตื่นมา 8 โมงครึ่งครับ เช็คเอาท์เรียบร้อย ก็จัดการหาทางหนีทีไล่ก่อน ไปซื้อตั๋วรถกลับกว่างโจวรอบ 3ทุ่ม5นาทีครับ

   หลังจากนั้นก้เริ่มตารางเที่ยววันสุดท้ายในฮ่องกง โดยวันนี้เน้นดูวัฒนธรรมในเขตเกาลูนครับผม เกาลูน ตรงกับภาษาจีนกลางว่า จิ่วหลง หรือมังกรเก้าตัวครับ

   เริ่มจากเที่ยวนอกโปรแกรมหน่อยครับ คือ สวน Kowloon Wall Park ที่อยู่ห่างไกลไปจากรถไฟฟ้าไปพอสมควรเลย แต่หลังจากใช้เวลาเดินไป กินหมูแดงไปด้วย ก็ถือว่าคุ้มค่ามากครับ สวนนี้เป็นสวนที่สวยงามมากๆ และอยากแนะนำให้แวะเข้ามาเยี่ยมชมกัน รวมทั้งมีการจัดแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน ด้วยสื่อที่ทันสมัยครับ

   หลังจากนั้นก็เดินไปยังวัด Wang Ta Sin ครับ เดินไปถามทางไปในที่สุดก็ถือ วัดที่ครึกครื่น หลังจากไว้พระง่ายๆ พร้อมทั้งเสี่ยงเซียมซีอันเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ ก็แวะเข้าไปเยี่ยมชมสวนด้านหลังครับ ไม่มีอะไรน่าสนใจมาก แต่ก็ถือว่าพักผ่อนจากความอึกทุกภายนอกได้ดีเลยทีเดียว ที่นี่ยังมีกำแพงเก้ามังกร อันหมายถึงเกาลูนครับ พร้อมทั้งกองทัพเต่าอันมหาศาล เป็นเจ้าถิ่นที่นี่ ทำเอานึกถึงคุณเต่าที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน ^^a

    หลังจากนั้นหมูแดงเมื่อเช้าก็หมดฤทธิ์แล้วครับ เลยแวะร้าน Cafe de Coral แถวๆนั้นครับ แล้วมุ่งหน้าไปยังวัดนางชี Chi lin po มีสวนชมบัว ที่ความสวยงามมากครับ น่าประทับใจทีเดียว รวมทั้งไหว้พระที่อยู่ภายใน หลังจากนั้นก็มีสวนฝั่งตรงข้าม

   หลังจากหมดส่วนวัฒนธรรม ก็แวะเข้าไปเดินห้าง Plaza Hollywoodเล่นครับ พักผ่อนหน่อย ก่อนจะลงใต้ดินไปยังเขตกลางใจเมือง Causeway Bay

   เดินชมบรรยากาศเมือง และนั่งพักผ่อนที่สวนสาธารณะ Victoria Park และเดินชมชายฝั่งจอดเรือ และปืนใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ปืนใหญ่คลุมผ้าใบ อดยลโฉมครับ

   หลังจากนั้นก็รอชม Symphony of light ตอน 2 ทุ่ม อีกครั้งก่อน ตาหลีก ตาเหลือก กลับไปขึ้นรถรอบ 3 ทุ่มครับ =[

   ก็เป็นอันจบทริป ฮ่องกง มาเก๊าอันยาวนานนี้ซะที ^^b

บรรยากาศในวัดนางชีครับ ถ่ายมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่แหะๆ ^^a

   วันนี้ตื่นมา 8 โมงครึ่งครับ ก่อนออกเดินทางก็ไปโวยวายเค้าหน่อยว่าที่ห้องไม่มีไฟหรี่ จริงๆก็ไม่ได้ใช้หรอก แต่กลัวถึงเวลาเค้าโวยวายว่าเราทำพังหรือขโมยหลอดไฟไป - -a
   วันนี้ลงใต้ดินครับไปสถานนี Central เพื่อจะไปจับรถเมล์ที่ตึก Exchange Square ไปยังอหาด Repulse Bay ครับ นั่งรถเมล์เลยไปหน่อย ไม่เป็นไรรอรถสายเดิมนั่งกลับมา
   หลังจากหลงเลยทางไปหน่อยก็มาถึงหาด Repulse Bay ก็เดินชมชายหาดครับ พร้อมกับเยี่ยมชมวัด Kwun Yan ที่คนไทยมักจะรู้จักกันดีเนื่องจากมีเจ้าแม่กวนอิม และศาลสำหรับบูชาก่อนออกทะเลครับผม
   วิธีไหว้ตามตำราก็มีอยู๋สามอย่างครับ เริ่มจากรูปปั้นคุณเทพองค์แรกต้องยืนเบื้องหน้าท่าน ตั้งจิตอธิษฐาน สัมผัสหน้าผากท่านด้วยสองมือจากนั้นจึงถูกตามแนวตัวของท่านลงมาบรรจบที่เท้าแล้วกำมาใส่กระเป๋าของเราไว้นะครับ

   ต่อมาอย่างที่สองคือการข้ามสะพานต่ออายุสีแดงสดนี่ครับ โดยว่ากันว่าการข้ามหนึ่งครั้งจะต่ออายุได้ 3 ปี โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเดินกลบมาทางเดิม ต้องไปอ้อมทางเดินด้านข้างครับ

    และต่อมาอย่างสุดท้ายคือการโยนเหรียญเงินเข้าปากคุณปลา ก็เป็นอันครบจบกระบวนการครับ =]
    เมื่อเสร็จจากที่นี่แล้ว จึงกลับตามเส้นทางเดิม แวะทานร้าน Yoshinoya ในเขตเซนทรัล และนั่งรถไฟใต้ดินเพื่อไปยังหมู่เกาะลันเตาครับ หมู่เกาะลันตาเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะฮ่องกง โดยมีพื้นที่ใหญ่กว่าเกาะฮ่องกง 2เท่า เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญคือ วัดพระใหญ่ สนามบินนานาชาติฮ่องกง และฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ครับ

    เมื่อมาถึงเกาะลันเตาก็ ขึ้นกระเช้าที่มีชื่อว่าNgong Ping 360 ครับซึ่งใช้เวลาเดินทางไปสู่หมู่บ้าน Ngong Ping ซึงจำลองการใช้ชีวิตในอดีตไว้ ใช้เวลาต่อแถวทั้งขึ้นและลงนานมาก ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากผมซื้อตั๋วแล้ว พนักงานขายหยิบโบรชัวที่เป็นภาษาไทยให้ ทำไมถึงทราบได้ว่าเป็นคนไทยหนอ ?

    ระยะทางไกลมากทีเดียวครับ ถ้านั่งรถประจำทางนี่ต้องใช้เวลานานมากแน่นอน ในที่สุดก็เห็นพระพุทธรูปมารแต่ไกล พระพุทธรูปแห่งนี้เป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความสูง 34 เมตรครับ โดยการจะเข้าถึงพระพุทธรูปได้ต้องฝ่าด่านบันได 268 ขั้นเสียก่อน
    หลังจากนั้นจึงเยี่ยมชมวัด Po Lin ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม และเส้นทางหนทางแห่งปัญญา Wisdom Path ที่เป็นหมู่ไม้จารึกปรัชญาแบบย่อของปารมิตาหฤทัยสูตร เป็นตัวเลข 8 (ซึ่งผมเข้าใจว่าเส้นทางรูปเลข 8นี้เป็นที่มาของสัญลักษณ์เลข 8ในบัตร Octopus นะครับ ใครทราบเรื่องนี้รบกวนชี้แจงด้วย)

    ขากลับลงมาก็แวะห้าง City Gate ซึ่งเป็น Outlet ชื่อดังครับ ก่อนจะลงใต้ดินกลับไปยังเขต  Tsim Sha Tsui รับประทานอาหารง่ายๆลองทอง พวกของต้ม ลูกชิ้น เห็ดอะไรเทือกนั้น เดินชมบรรยากาศ และร้านเครื่องดนตรี Tom & Lee พบกล่องไวโอลินWinter ที่เมืองไทยขายอยู่ 6พัน ในราคาราว4พันบาท
    เมื่อเริ่มค่ำจึงเดินไปถึงริมน้ำครับ เยี่ยมชมบรรยากาศของThe Avenue Star ซึ่งจำลองบรรยากาศของฮอลลี่วูด ศูนย์วัฒนธรรม(ที่ภายในมีออร์แกนท่อที่ใหญ่ติดอันดับโลกเลยทีเดียว) และหอนาฬิกาก่อนจะชม Symphony of light จากบริเวณนี้อย่างชัดๆ หลังจากที่เมื่อวานมองจาก The Peak ครับ

บรรยากาศของ The Symphony of Light ครับ ^^b

   วันนี้ตื่นมาแปดโมงครับ เชคเอ้าท์เรียบร้อยเอาของไปด้วยเรย เช้านี้ก็ขึ้นรถเมล์ไปวัดอาม่าก่อนครับ วัดอาม่านี่มีที่มาคือ ในอดีตมี อาม่าชาวฟูเจี้ยนคนนึงต้องการติดเรือไปยังกว่างโจว ชาวประมงสงสารจึงให้คุณอาม่าติดเรือไปด้วยครับ ระหว่างทางเกิดพายุใหญ่เรือต่างอับปางลงหมด เว้นแต่เรือลำนี้ที่อาม่าโดยสารมากลับเดินทางได้ปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่อ

    เมื่อถึงชายฝั่งอาม่าก็หายตัวไปอย่างลึกลับ สร้างความประหลาดใจแก่ชาวประมงจนเชื่อว่าอาม่าเป็นเทพแห่งทะเล จึงสร้างศาลเจ้าอาม่า พร้อมทั้งมีหินที่มีรูปวาดของเรือสำเภาอยู๋ ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่อาม่าขึ้นฝั่งครับ คนทั้งหลายจึงเรียกพื้นที่แถบนี้ว่าอ่าวอาม่า หรือ อาม่าเกา ในภาษาฮกเกี้ยน ภายหลังจึงกร่อนเสียงเป็นคำว่า มาเก๊า อันเป็นที่มาครับผม ^^a

    หลังจากชมและไหว้วัดอาม่าเรียบร้อย ก็เดินสำรวจย่านนี้ครับ ตั้งแต่จตุรัสลิล่า ค่ายทหารชาวมัวร์ และที่สำคัญคือโบสถ์เพนญา ที่อยู๋บริเวณยอดเขาเล็กๆ วึ่งมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ทั้งยังสามารถมองเห็นหอคอยมาเก๊าเทาเวอร์ได้อีกด้วยครับ
     หลังจากนั้นจึงขึ้นรถเมล์เพื่อไปยังท่าเรือเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปยังฮ่องกงครับ ใช้เวลาเดินทางราวชั่วโมงนึงก็ถึงฮ่องกงแล้ว

      ฮ่องกงมีความหมายว่าท่าเรือหรืออ่าวที่มีกลิ่นหอมครับผม เนื่องจากในอดีตท่าเรือแห่งนี้ถูกใช้ในการลำเลียงไม้หอมมากมาย

     เมื่อมาถึงฮ่องกงแล้วสิ่งแรกที่ทำก่อนคือหาไอเทมครับ ไปซื้อบัตรออคโทปุส (ทำไมต้องออคโทปุสอะ??) แล้วนั่งรถใต้ดินไปยังมองก๊กครับ ศูนย์กลางเมืองและที่พักที่เราหาไว้ แวะซื้อขนมปังซะหน่อย ก็จัดการเชคอินเรียบร้อยได้ราคาคืนละ สองร้อยสิบ สองคืนพร้อมมัดจำหนึ่งร้อยครับ ที่พักแคบมาก รู้สึกเหมือนอยู๋ในกล่องแต่สะอาดครับ ตั้งหลักได้ก็เตรียมตัวไปเที่ยวซะที
     ที่แรกที่ตัดสินใจไปก่อนคือเซนทรัลครับ   เริ่มจาก ลี่หยวนสตรีทอันเป็นตลาดคนเดินเล็กๆตามตรอกซอยท่ามกลางเมืองใหญ่ ถนนฮอลลีวูด โซโห และบันไดเลื่อนเซนทรัล มิดเลเวล เป็นทางบันไดเลื่อนที่สร้างมาเพื่อบรรเทาความยากลำบากของผู้ที่ต้องเดินทางขึ้นลงเขาทุกวัน และได้รับบรรจุลงกินเนสบุคไปเรียบร้อยแล้วครับวาาเป็นทางเดินบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุด และสวนอนุรักษณืพันธ์สัตว์และพืชของฮ่องกงเล็กๆก่อนขึ้นเดอะพีค
     หลังจากรอเวลาเริ่มเย็นหน่อยก็มุ่งหน้าสู่เดอะพีคครับ ด้วยพาหนะอันเก่าแก่คือรถราง เดอะพีค เทล ทางค่อนข้างชันราวสี่สิบห้าองศาได้เลย ขึ้นไปชมห้างด้านบนและถ่ายรูปครับ รอเวลาฟ้ามืด พร้อมรอถึงสองทุ่มเพื่อชมซิมโฟนี่ออฟไลท์จากด้านบน ก่อนจะไปชมตรงๆจากฝั่งเกาลูนในวันพรุ่งนี้
     หลังจากรอมาเป็ฯเวลาหลายชั่วโมง ซิมโฟนี่ออฟไลท์ก็เริ่มขึ้นครับ ไม่น่าเชื่อครับ ขนลุกเลยทีเดียว(เพราะหนาวมาก ลมภูเขาพัดแรง) จริงๆ ก็ไม่ค่อยเห็นอะไรมาก ได้ยินไกด์ชาวจีนด้านข้างบอกว่าถ้าฟ้าเปิด อากาศโล่งแจ้งกว่านี้หน่อยจะเห็นได้ชัดหน่อย
     หลังจากลงมาแล้วก็ตัดสินใจแวะตลาดนัดหลางคืนขึ้นชื่อย่าน เยา มา เท่ ก็น่าสนใจมากทีเดียวครับ มีของหลากหลาย แต่อดใจไปซื้อที่กวางเจาดีก่ ก่อนจะแวะกลับแวะทานโจ๊กไข่เยี่ยวม้าขึ้นชื่อจากร้านนาธานนูดเดิ้ล ที่คนไทยรู้จักกันดีเนื่องจาก มรว ถนัดศรีเคยแนะนไว้ รวมทั้งมีภาษาไทยให้บริการอีกด้วย

รูปจากเดอะพีคครับ

edit @ 24 Oct 2009 18:52:18 by Charlemagne Lu